โยโย่ เอฟเฟค คืออะไร หนีห่างให้ไกล ก่อนสายเกินแก้

โยโย่ เอฟเฟค (YOYO Effect) อาจดูเป็นคำที่คุ้นหู หรือ เคยได้ยินผ่านหูกันมาบ้างไม่มากก็น้อยสำหรับคนทั่วไป และเมื่อพูดถึงโยโย่ เอฟเฟค สำหรับสาวๆ แล้วนั้น ดูเหมือนจะเป็นสิ่งที่ไม่น่าโปรดปราน และถือเป็นสิ่งหนึ่งที่บรรดาสาวๆ เจ้าเนื้อ มักหวาดกลัวเป็นอย่างมาก

เมื่อพูดถึงโยโย่ เอฟเฟคแล้วนั้น อันที่จริงไม่ได้กล่าวถึงเพียงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับน้ำหนักตัวเพียงเท่านั้น แต่โยโย่ เอฟเฟค ยังรวมถึงเหตุการณ์อื่นๆ อีกด้วย แต่คนทั่วไป ส่วนใหญ่มักจะคุ้นเคยว่าเป็นอาการที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของน้ำหนักตัวเท่านั้น

วันนี้เราจะลองไปทำความรู้จักกับเจ้า YOYO Effect ว่าคืออะไรกันแน่ สาเหตุที่แท้จริงคืออะไร และจะมีวิธีจัดการ หรือหนีห่างให้ไกลได้อย่างไรกันครับ

โยโย่ เอฟเฟค คืออะไรกันแน่ (What’s YOYO Effect?)

หากนึกภาพถึง โยโย่ ก็คงหนีไม่พ้น ของเล่นเด็กชนิดหนึ่งที่มีวิธีการเล่นคือการเหวี่ยงลูกข่างด้วยความแรงจากนั้น โยโย่ ก็จะสามารถเหวี่ยง หมุน และกลับขึ้นมาดังเดิม ซึ่งหากนำไปเปรียบเทียบกับเรื่องของน้ำหนักนั่นก็คือ การเหวี่ยงตัวขึ้นของน้ำหนักตัว หลังจากการลดน้ำหนักอย่างผิดวิธี นั่นเอง

มีความเข้าใจอันคลาดเคลื่อนถึงความหมายของโยโย่ เอฟเฟค อยู่พอสมควร โดยคนทั่วไปมักเข้าใจว่า โยโย่ เอฟเฟคนั้น เป็นปัญหาที่มาจากการพยายามรับประทานยาลดน้ำหนัก ของผู้ที่มีน้ำหนักเกินเพียงอย่างเดียว แต่อันที่จริงแล้วนั้น โยโย่ เอฟเฟค ยังนับรวมถึงสิ่งอื่นๆ อาทิเช่น ผลที่ตามมาของการพยายามควบคุมอาหาร การอดอาหาร การเปลี่ยนชนิดอาหาร แม้แต่การพยายามปรับเปลี่ยนนิสัย หรือเวลา การรับประทาน ก็รวมอยู่ด้วย

อธิบายง่ายๆ โยโย่ เอฟเฟค ก็คือ ภาวะการขาดสมดุลของร่างกาย ยกตัวอย่างเช่น โดยปกติคนเราจะมีการเผาผลาญอาหารเพื่อเปลี่ยนเป็นพลังงานให้ร่างกายได้นำไปใช้ประมาณ 800-1200 แคลอรี่ หากเรารับประทานอาหารเข้าไปวันละ 500 แคลอรี่ นั่นหมายความว่าร่างกายจะดึงพลังงานที่เราเก็บสะสมไว้ ออกมาใช้วันละ ประมาณ 300-700 แคลอรี่

แต่เมื่อคุณพยายามอดอาหารเพื่อลดความอ้วน ร่างกายก็จะลดปริมาณการเผาผลาญอาหารลง อาจลดจากเดิม 800-1200 เป็น 400-600 แคลอรี่ เป็นต้น เพื่อให้ร่างกายที่ถูกอดอาหารสามารถดำเนินชีวิตต่อไปได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ในระยะแรก เมื่อคุณอดอาหาร ร่างกายก็จะผอมลง น้ำหนักลดลง อย่างไว แต่!!! เราเชื่อแน่ว่า ไม่มีใครที่จะสามารถอดอาหาร หรือ ทำจนชินให้กลายเป็นนิสัยได้ตลอด เมื่อใดก็ตามที่คุณ หยุด และ กลับมารับประทานอาหารตามปกติ คราวนี้แหละ ที่ร่างกายของคุณจะกลับไปดังเดิมได้ยากกว่าปกติ

เพราะร่างกายที่เคยชิน กับการเผาผลาญอาหารในปริมาณที่น้อย อย่างเช่น เผาผลาญวันละ 400 แคลอรี่ แต่คุณกลับทานอาหารเข้าไป 1200 แคลอรี่ นั่นหมายความว่า สารอาหาร 800 แคลอรี่ที่เหลือนั้นจะถูกแปรเปลี่ยนให้กลายเป็นไขมัน ไปสะสมในส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทีนี้ น้ำหนักของคุณ ก็จะเด้งกลับมา เปรียบเสมือนโยโย่ ที่ถูกเขวี้ยงออกไป ยิ่งแรงเท่าไหร่ ยิ่งกลับมาเร็วเท่านั้น และ แถมน้ำหนักมีโอกาสที่จะเพิ่มมากขึ้นเป็นเท่าตัวได้อีกด้วย

สาเหตุส่วนใหญ่ที่ทำให้เกิดปัญหาโยโย่ เอฟเฟค คืออะไร?

ผลกระทบจาก YOYO Effect นั้น มักจะเกิดขึ้น หลังจากสิ้นสุดการคุมอาหารของผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก แล้วกลับเข้าไปสู่พฤติกรรมการบริโภคแบบเดิมๆ ก่อนหน้า และเพิ่มปริมาณการรับประทานอาหารอย่างรวดเร็วเกินไป จนร่างกายที่เคยชินกับการเผาผลาญน้อยๆ ปรับสมดุลได้ไม่ทัน โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ข้อ ดังต่อไปนี้

1. การลดลงของน้ำหนักตัวที่รวดเร็วเกินไป

พฤติกรรมการอดอาหาร หรือ พฤติกรรมอื่นๆ ที่นำมาซึ่งการลดน้ำหนักตัวลงอย่างรวดเร็ว สิ่งเหล่านี้จะเปลี่ยนแปลงกระบวนการเผาผลาญของคุณ ให้ต้องปรับตามเพื่อความอยู่รอด ดังนั้นผู้คนส่วนมากมักประสบปัญหาเมื่อกลับมารับประทานอาหารดังเดิม โดยร่างกายจะไม่สามารถปรับตัวตามได้ทัน และ นำมาซึ่งไขมันสะสมส่วนเกินได้

2. การขาดการออกกำลังกาย

บ่อยครั้งที่ความพยายามลดน้ำหนักตัว แต่!!! ไม่ยอมออกกำลังกายควบคู่ไปกับการลดน้ำหนัก ในส่วนนี้ถือเป็นข้อผิดพลาดและอาจนำมาซึ่งสาเหตุของการเกิดปัญหาโยโย่ เอฟเฟคที่ตามมา เนื่องจากเมื่อคุณอดหรือลดสารอาหารลง โดยขาดการออกกำลังกาย จะทำให้ร่างกายของคุณสูญเสียมวลกล้ามเนื้อ ซึ่งเป็นส่วนที่จำเป็นในการเผาผลาญไขมัน กล้ามเนื้อส่วนใหญ่จะให้ประสิทธิภาพเป็นอย่างมากต่อการเผาไหม้พลังงาน ช่วยเพิ่มอัตราความเร็วในการเผาผลาญ และสามารถช่วยควบคุมสมดุลพลังงานที่เหมาะสมได้ง่ายมากยิ่งขึ้น

3. การหันกลับไปสู่พฤติกรรมการกินแบบเดิม

ทุกพฤติกรรมในการพยายามลดน้ำหนัก ทำให้ร่างกายต้องปรับสภาพตามไปด้วย เพื่อความอยู่รอด และแน่นอน หากเมื่อใดก็ตามที่คุณ “หยุด” และกลับไปใช้ชีวิตหรือหันกลับไปทำพฤติกรรมแบบเดิมๆ นั้น อย่าลืมว่า ร่างกายต้องใช้เวลา ทุกระบบของร่างกายต้องมีเวลาในการทำความคุ้นเคย เพื่อจัดการกับปริมาณแคลอรี่หรือสารอาหารที่เพิ่มขึ้นมาเหล่านั้น

ผลกระทบของโยโย่ เอฟเฟคที่มีต่อสุขภาพ

การลดปริมาณการรับประทานอาหาร หรือ การอดอาหาร อาจทำให้คุณเข้าใจว่าไขมันได้ถูกลดและกำจัดออกไป แต่ ไม่เพียงไขมันเท่านั้น ยังรวมถึงมวลกล้ามเนื้อที่ถูกลดและสลายหายไปด้วย ซึ่งเมื่อใดก็ตามที่คุณกลับมารับประทานดังเดิมนั้น มีผลการวิจัยพบว่า ในส่วนมาก สัดส่วนไขมันจะมีมากกว่าสัดส่วนกล้ามเนื้อเมื่อเทียบกันในอัตราส่วน ซึ่งแน่นอนว่า ย่อมส่งผลเสียต่อร่างกายอย่างแน่นอน นอกจากนั้นยังพบว่าไขมันบริเวณหน้าท้องจะเพิ่มและมีขนาดที่ใหญ่ขึ้น นำไปสู่อันตรายของการเกิดโรคเบาหวาน และโรคที่เกี่ยงข้องกับระบบไหลเวียนเลือด

ผลกระทบของ YOYO Effect ไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อร่างกายเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสุขภาพจิตอีกด้วย เนื่องจากมีผลการวิจัยพบว่า คนที่น้ำหนักเยอะ และพยายามลดความอ้วนเหล่านั้น จะมีความภาคภูมิใจในตนเองลดลง และ ไม่พอใจกับร่างกายของตนเอง พวกเขาเหล่านั้นมีความเสี่ยงสูง ที่จะนำไปสู่การเกิดความเสี่ยง โรคซึมเศร้า หรือ การเกิดภาวะซึมเศร้า ได้ง่ายกว่าปกติ และบ่อยครั้งที่พบว่า เมื่อเกิดการเพิ่มของน้ำหนักตัวที่มากขึ้น พวกเขามักจะกลายเป็นคนที่สูญเสียต่อศรัทธา หรือ มีปัญหาทางด้านแรงจูงใจที่ลดลง ไม่เพียงแต่เฉพาะเรื่องของน้ำหนักตัว แต่ยัง รวมไปถึงชีวิตในด้านอื่นๆ ทั้งการทำงาน การใช้ชีวิตคู่ หรือ ครอบครัวอีกด้วย

10 เรื่องร้ายของโยโย่ เอฟเฟค

1. ความอยากอาหารจะนำไปสู่การมีน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
2. ทำให้เปอร์เซ็นต์ไขมันในร่างกายสูงขึ้น
3. นำไปสู่การสูญเสียมวลกล้ามเนื้อที่สำคัญ
4. เมื่อเกิดโยโย่และน้ำหนักเพิ่มจะนำไปสู่การสะสมของไขมันในตับ
5. เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานได้มากขึ้น
6. เพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ
7. เพิ่มอัตราความเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกี่ยวกับความดันโลหิต
8. อาจนำไปสู่การสูญเสียความมั่นใจ สูญเสียความเป็นตัวของคุณ
9. โยโย่ เอฟเฟค อาจเลวร้ายมากกว่าการมีน้ำหนักเกินก็ได้
10. แค่เพียงความคิดอยากผอมในระยะสั้นๆ อาจส่งผลกระทบอย่างมากมายหรือการเปลี่ยนแปลงชีวิตในระยะยาว

5 วีธีทำอย่างไร หลีกหนีให้ไกลจากโยโย่ เอฟเฟค (How to avoid yo-yo effect?)

หากคุณวาดฝัน ต้องการที่จะมีหุ่นสวย สุขภาพดี จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรับเปลี่ยนทัศนคติในเรื่องของการลดน้ำหนักซะใหม่ ไม่ควรอดอาหาร หรือ ทำร้ายร่างกาย แต่ควรเปลี่ยนวิถีการใช้ชีวิต วิถีการกิน ปรับนิสัยการกิน เพื่อหลีกเลี่ยงโอกาสที่จะเกิดโยโย่ เอฟเฟค โดยสามารถปฏิบัติหรือทำตามได้ ดังต่อไปนี้

1. ตั้งเป้าหมายให้ชัดเจน ตรวจสอบเป้าหมายที่แท้จริงของคุณ

ทบทวนตัวเองอยู่เสมอ ว่าเป้าหมายที่แท้จริงของคุณคืออะไร ยกตัวอย่างเช่น การพยายามลดน้ำหนักลงอย่างรวดเร็ว เพื่อให้ทันงานแต่งของเพื่อน แบบนี้ นับว่าไม่ใช่แรงจูงใจที่ดีในการลดอาหาร เพราะอาจทำให้เกิดการลดน้ำหนักเพียงชั่วคราว และ ไม่ต่อเนื่อง จะทำให้ยิ่งมีโอกาสอ้วน ในอนาคตได้

2. หลีกเลี่ยงการอดอาหาร

หลีกเลี่ยงการอดอาหาร ทรมานตัวเอง หรือ วิธีการลดการกินอาหารให้น้อยกว่า 1200 แคลอรี่ต่อวัน เนื่องจากร่างกายจะได้รับผลเสียเนื่องจากได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอต่อความต้องการ

3. ลดน้ำหนักอย่างค่อยเป็นค่อยไป

ควรให้เวลาต่อร่างกายในการค่อยๆ ปรับตัว ค่อยๆ ลดน้ำหนัก ไม่ควรลดน้ำหนักแบบเร่งรีบจนเกินไป จะทำเกิดผลเสีย และทำให้ร่างกายเกิดความผิดปกติตามมาได้

4. ค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ทานอาหารให้ครบหมู่

สิ่งหนึ่งที่ควรทำเป็นอย่างยิ่ง เมื่อคุณหันกลับไปบริโภคดังเดิม นั่นก็คือ ค่อยๆ ปรับพฤติกรรมการรับประทาน ยกตัวอย่างเช่น ค่อยๆ เพิ่มปริมาณระดับแคลอรี่ของอาหาร 100-150 แคลอรี่ ต่อสัปดาห์ ไม่ควรกลับไปรับประทานอาหารแบบเยอะๆ ทันที จะทำให้ร่างกายไม่สามารถปรับตัวได้ทัน และ นำไปสู่ YOYO Effect ได้

5. หมั่นออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพิ่มการใช้พลังงาน

การออกกำลังกายอย่างเป็นประจำ และ สม่ำเสมอ อย่างน้อย 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ จะช่วยป้องกัน หรือ รักษา อาการโยโย่ เอฟเฟคได้

หนีห่างให้ไกล ก่อนสายเกินแก้

จากที่ทราบแล้วว่า โยโย่ เอฟเฟค เป็นผลที่เกิดจากความต้องการลดน้ำหนัก อยากมีหุ่นดีภายในระยะสั้น แต่ผลเสียในระยะยาวของโยโยเอฟเฟคนั้น ถือได้ว่ามีความอันตรายและแลกได้ไม่คุ้มเสียอย่างแน่นอน

ผลเสียต่างๆ ที่ตามมามากมาย ทั้งปัญหาความอ้วนในระยะยาว ปัญหาไขมันสะสมที่มากขึ้น ความเสี่ยงต่อโรคเบาหวาน โรคความดันโลหิต ฯลฯ นี่คือเหตุผลว่า ทำไมคุณถึงต้องหนีห่างให้ไกลจากการการทำต่างๆ ดังกล่าวไปแล้ว ที่ซึ่งอาจนำมาของภัยร้าย YOYO Effect

หากไม่อยากพบเจอกับโยโยเอฟเฟค แนะนำว่าควรปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไปทีละเล็กน้อย เพราะถึงแม้ว่าน้ำหนักของคุณจะลดลงช้า หรือ น้อยก็ตาม แต่ในระยะยาวคุณจะไม่ต้องได้รับผลที่เลวร้ายที่อาจจะเกิดขึ้นเฉกเช่น โยโย่ เอฟเฟค อย่างแน่นอนครับ

คุณอยากผอมแบบปลอดภัยหรือเปล่า?

ดังจะเห็นแล้วว่าโทษของ YOYO Effect นั้น ถือว่ามีความอันตราย ส่งผลร้ายแรง เกิดผลกระทบต่อร่างกาย หรือ แม้กระทั่งจิตใจ จึงทำให้ THE VITAMIN LAB ได้ค้นคว้า และวิจัย นำโดยทีมแพทย์ผู้มีประสบการณ์ด้าน Anti-Aging โดยได้คิดค้นและพัฒนา “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารควบคุมน้ำหนัก” ที่มีชื่อว่า 3C COMPLEX โดยรวมสารสกัดจากธรรมชาติ ที่มีงานวิจัยรองรับ มากกว่า 8 ชนิด จุดเด่นของผลิตภัณฑ์คือ ความปลอดภัย และ การลดน้ำหนักที่ยั่งยืนโดยการปรับสมดุลฮอร์โมนภายใน ทำให้ควบคุมอาหารได้ดีขึ้น เพราะสาเหตุหลักที่ทำให้น้ำหนักเกินมาตรฐาน ก็คือ การรับประทานมากเกินความจำเป็นของร่างกายนั่นเอง

ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร 3C COMPLEX ได้ผ่านการรับรองจากองค์กรยาและอาหาร มีงานวิจัยรองรับจากประเทศสหรัฐอเมริกา มีความปลอดภัย สามารถลดน้ำหนักให้เห็นผล และยั่งยืน ภายใน 8 สัปดาห์ ได้รับรีวิวจากผู้ใช้งานจริงมากมาย ที่ต้องการ หุ่นดีและ สุขภาพดี พร้อมกับ “ปลอดภัย” ควบคู่ไปด้วยกันอย่างยั่งยืนครับ

อาหารเสริม 3C COMPLEX

ช่วยควบคุมน้ำหนักอย่างปลอดภัย

มีสารสำคัญ LeptiCore® (สิทธิบัตรอเมริกา) ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมนเลปติน ทำให้ลดกินหวาน ลดกินจุบจิบ อิ่มไว เผาผลาญดี

รวม 9 ท่าออกกำลังกายลดหุ่นขั้นเทพ แนะนำลดหุ่น หุ่นสวย เพื่อหุ่นดี สุขภาพดี

รวม 9 ท่าออกกำลังกายลดหุ่นขั้นเทพ

หลังจากปล่อยปละละเลยกับตัวเองมานาน คงถึงเวลาเสียที ที่เราจะหันมาดูแล และรักตัวเองด้วยการลดหุ่น แน่นอนว่าสิ่งหนึ่งในการลดหุ่น คงหนีไม่พ้นการออกกำลังลดหุ่นแน่ๆ…

วิธีลดพุงที่ได้ผลจริง ลดพุงแบบเห็นผล อันตรายภัยร้ายของพุง วิธีลดพุง

เจาะลึกเรื่องพุงพุง กับภัยร้ายของการลงพุง และวิธีเด็ดช่วยลดพุงที่ได้ผลจริง

เจาะลึกเรื่องพุงพุง กับภัยร้ายของการลงพุง และวิธีเด็ดช่วยลดพุงที่ได้ผลจริง เจาะลึกเรื่องของพุง ภัยร้

คุณเป็นแบบนี้หรือเปล่า? ไม่ว่าจะว่างหรือไม่ว่าง ก็ต้องหาของกินตลอดเวลา เมื่อมีเวลาพักก็เลือกที่จะนั่งอยู่หน้าจอมากกว่าการออกไปหาอะไรทำ อยากผอมแต่ขี้เกียจ

อยากผอมแต่ขี้เกียจ? งั้นลองนี่ 5 วิธีลดน้ำหนักแบบง่ายๆ เอาใจสายขี้เกียจ

คุณเป็นแบบนี้หรือเปล่า? ไม่ว่าจะว่างหรือไม่ว่าง ก็ต้องหาของกินตลอดเวลา เมื่อมีเวลาพักก็เลือกที่จะนั่งอยู่หน้าจอมากกว่าการออกไปหาอะไรทำ อยากผอมแต่ขี้เกียจ…

รวม 9 เทคนิคควบคุมน้ำหนักอย่างไรให้อยู่หมัด

รวม 9 เทคนิคควบคุมน้ำหนักอย่างไรให้อยู่หมัด!

เมื่อเสื้อผ้าเริ่มคับ จะบิด จะพลิ้ว หมุนตัวไปทางไหน ก็รู้สึกอึดอัดไปซะหมด นั่นคงเป็นสัญญาณบ่งบอกแล้วว่า คงถึงเวลาที่เราจะต้องลดความอ้วน…